icon-date 12 ธันวาคม 2568

โรคกระจกตาโป่งพอง รู้เร็ว รักษาไว ช่วยรักษาการมองเห็น

โรคกระจกตาโป่งพอง รู้เร็ว รักษาไว ช่วยรักษาการมองเห็น

Keratoconus หรือโรคกระจกตาโป่งพอง เป็นภาวะที่กระจกตามีรูปร่างผิดปกติ โดยจะบางลงและนูนออกมาคล้ายกรวย ส่งผลให้เกิดการมองเห็นที่ผิดเพี้ยน เช่น มีค่าสายตาผิดปกติ ทั้งสายตาสั้นและเอียง มองเห็นภาพซ้อน มัว หรือมีแสงฟุ้ง โรคนี้มักเกิดกับกระจกตาทั้งสองข้าง และมีแนวโน้มจะเป็นมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น และต้องได้รับการปลูกถ่ายกระจกตา

อาการของโรค

  • สายตาสั้นหรือเอียงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • การมองเห็นไม่ชัดแม้เปลี่ยนแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์แล้ว
  • มองเห็นภาพซ้อน หรือภาพบิดเบี้ยว
  • แพ้แสง แสบตา หรือมีอาการเคืองตา
  • มองเห็นแสงเป็นวงฟุ้ง โดยเฉพาะเวลากลางคืน

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

ถึงแม้สาเหตุของโรคยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยหลายประการที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น:
  • กรรมพันธุ์: มีญาติสายตรงที่เป็นโรคนี้จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคมากถึง 15-67 เท่า
  • โรคทางระบบ: เช่น โรคเรตินิติสพิกเมนโตซา (Retinitis Pigmentosa) ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) โรคเออห์เลอร์ส-ดันลอส (Ehlers-Danlos syndrome) โรคมาร์แฟน (Marfan syndrome) ไข้ละอองฟาง (Hay fever) และหอบหืด (Asthma)
  • การขยี้ตาอย่างรุนแรง: โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิแพ้หรือคันตาบ่อย ๆ
  • สิ่งแวดล้อม: เช่น ภูมิแพ้ ฝุ่นละออง หรือโรคหอบหืด

การวินิจฉัย

โรคนี้สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นด้วยเครื่องมือพิเศษ เช่น:
  • การตรวจแผนที่ความโค้งของกระจกตา (Corneal Topography)
  • การตรวจความหนาของกระจกตา (Corneal Thickness)
  • การตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Slit Lamp Examination)

แนวทางการรักษา

การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรคและความรุนแรงของอาการ:
  • ระยะแรก: ใช้แว่นตา หรือเลนส์สัมผัสชนิดแข็ง (RGP, Rigid Gas Permeable Contact Lens) หรือ เลนส์สัมผัสชนิดพิเศษสำหรับผู้ป่วยกระจกตาโก่ง (Rose K) เพื่อให้การมองเห็นดีขึ้น
  • ขั้นกลาง: ใช้วิธี Corneal Collagen Cross-linking เป็นการรักษาโดยใช้ น้ำยาวิตามิน บี2 (Riboflavin) ร่วมกับการฉายแสง ultraviolet-A (UVA) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กระจกตา และชะลอการดำเนินโรคหรือการเป็นมากขึ้นของโรค และการใส่วงแหวนที่กระจกตา (Intracorneal Ring, ICR) ซึ่งเป็นการรักษาที่ทำให้กระจกตาแบนลงและมีความโค้งใกล้เคียงกับคนปกติมากขึ้น
  • ขั้นรุนแรง: พิจารณาจองกระจกตาเพื่อการปลูกถ่ายกระจกตา (Corneal Transplantation) ในกรณีที่เลนส์สัมผัสไม่สามารถช่วยให้มองเห็นได้ดีพอ

โรคกระจกตาโป่งพองกับการทำเลสิค (Keratoconus & LASIK)

ผู้ที่มีภาวะ กระจกตาโป่งพอง (Keratoconus) หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในระยะแฝงของโรคนี้ (กระจกตาบางผิดปกติแต่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน) ไม่ควรเข้ารับการผ่าตัดเลสิค (LASIK) อย่างเด็ดขาด เนื่องจากการทำเลสิคจะมีการเจียระไนเนื้อกระจกตาบางส่วนออก ส่งผลให้กระจกตายิ่งบางลง ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดโรค keratoconus หรือทำให้โรคที่มีอยู่แย่ลงอย่างรวดเร็ว

ทำไมเลสิคจึงเป็นข้อห้ามในผู้ที่เป็น keratoconus?

  • การเจียระไนเนื้อกระจกตาจากทำเลสิคทำให้ความแข็งแรงของกระจกตาลดลง
  • ผู้ที่มี keratoconus อยู่แล้วมีกระจกตาที่บางและมีทรงย้วยไม่สมมาตร ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด กระจกตาบวมและผิดรูปถาวร (Corneal Ectasia) หลังผ่าตัด
  • ไม่มีวิธีรักษากระจกตาที่บางลงหลังเลสิคได้อย่างสมบูรณ์ ยกเว้นการปลูกถ่ายกระจกตา

ทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่าเลสิค

สำหรับผู้ที่มีภาวะกระจกตาบาง หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิด keratoconus แต่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตา อาจพิจารณาทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่า เช่น:
  • ICL (Implantable Collamer Lens): การใส่เลนส์เสริมในลูกตา โดยไม่แตะต้องเนื้อกระจกตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาสูง หรือกระจกตาบาง
  • การใส่คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ (Scleral หรือ Hybrid Lenses): เพื่อปรับการมองเห็นในผู้ที่เป็น keratoconus โดยเฉพาะ

สรุปสำหรับผู้ที่คิดจะทำเลสิค

ก่อนตัดสินใจเข้ารับการทำเลสิค ควรเข้ารับการตรวจประเมินอย่างละเอียด โดยเฉพาะ การตรวจแผนที่ความโค้งของกระจกตา (Corneal Topography) เพื่อตรวจหา keratoconus หรือภาวะเสี่ยงแต่เนิ่น ๆ หากตรวจพบว่ามีความผิดปกติใด ๆ จักษุแพทย์จะช่วยแนะนำวิธีแก้ไขที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดให้กับคุณ

สรุป

โรคกระจกตาโป่งพองเป็นโรคทางตาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก การพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติครอบครัวหรือมีอาการผิดปกติทางสายตา จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยได้เร็วและรักษาได้อย่างทันท่วงที

238

บทความ