โรคกระจกตาโป่งพอง รู้เร็ว รักษาไว ช่วยรักษาการมองเห็น
Keratoconus หรือโรคกระจกตาโป่งพอง เป็นภาวะที่กระจกตามีรูปร่างผิดปกติ โดยจะบางลงและนูนออกมาคล้ายกรวย ส่งผลให้เกิดการมองเห็นที่ผิดเพี้ยน เช่น มีค่าสายตาผิดปกติ ทั้งสายตาสั้นและเอียง มองเห็นภาพซ้อน มัว หรือมีแสงฟุ้ง โรคนี้มักเกิดกับกระจกตาทั้งสองข้าง และมีแนวโน้มจะเป็นมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น และต้องได้รับการปลูกถ่ายกระจกตา
อาการของโรค
- สายตาสั้นหรือเอียงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- การมองเห็นไม่ชัดแม้เปลี่ยนแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์แล้ว
- มองเห็นภาพซ้อน หรือภาพบิดเบี้ยว
- แพ้แสง แสบตา หรือมีอาการเคืองตา
- มองเห็นแสงเป็นวงฟุ้ง โดยเฉพาะเวลากลางคืน
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
- กรรมพันธุ์: มีญาติสายตรงที่เป็นโรคนี้จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคมากถึง 15-67 เท่า
- โรคทางระบบ: เช่น โรคเรตินิติสพิกเมนโตซา (Retinitis Pigmentosa) ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) โรคเออห์เลอร์ส-ดันลอส (Ehlers-Danlos syndrome) โรคมาร์แฟน (Marfan syndrome) ไข้ละอองฟาง (Hay fever) และหอบหืด (Asthma)
- การขยี้ตาอย่างรุนแรง: โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิแพ้หรือคันตาบ่อย ๆ
- สิ่งแวดล้อม: เช่น ภูมิแพ้ ฝุ่นละออง หรือโรคหอบหืด
การวินิจฉัย
- การตรวจแผนที่ความโค้งของกระจกตา (Corneal Topography)
- การตรวจความหนาของกระจกตา (Corneal Thickness)
- การตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Slit Lamp Examination)
แนวทางการรักษา
- ระยะแรก: ใช้แว่นตา หรือเลนส์สัมผัสชนิดแข็ง (RGP, Rigid Gas Permeable Contact Lens) หรือ เลนส์สัมผัสชนิดพิเศษสำหรับผู้ป่วยกระจกตาโก่ง (Rose K) เพื่อให้การมองเห็นดีขึ้น
- ขั้นกลาง: ใช้วิธี Corneal Collagen Cross-linking เป็นการรักษาโดยใช้ น้ำยาวิตามิน บี2 (Riboflavin) ร่วมกับการฉายแสง ultraviolet-A (UVA) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กระจกตา และชะลอการดำเนินโรคหรือการเป็นมากขึ้นของโรค และการใส่วงแหวนที่กระจกตา (Intracorneal Ring, ICR) ซึ่งเป็นการรักษาที่ทำให้กระจกตาแบนลงและมีความโค้งใกล้เคียงกับคนปกติมากขึ้น
- ขั้นรุนแรง: พิจารณาจองกระจกตาเพื่อการปลูกถ่ายกระจกตา (Corneal Transplantation) ในกรณีที่เลนส์สัมผัสไม่สามารถช่วยให้มองเห็นได้ดีพอ
โรคกระจกตาโป่งพองกับการทำเลสิค (Keratoconus & LASIK)
ผู้ที่มีภาวะ กระจกตาโป่งพอง (Keratoconus) หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในระยะแฝงของโรคนี้ (กระจกตาบางผิดปกติแต่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน) ไม่ควรเข้ารับการผ่าตัดเลสิค (LASIK) อย่างเด็ดขาด เนื่องจากการทำเลสิคจะมีการเจียระไนเนื้อกระจกตาบางส่วนออก ส่งผลให้กระจกตายิ่งบางลง ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดโรค keratoconus หรือทำให้โรคที่มีอยู่แย่ลงอย่างรวดเร็ว
ทำไมเลสิคจึงเป็นข้อห้ามในผู้ที่เป็น keratoconus?
- การเจียระไนเนื้อกระจกตาจากทำเลสิคทำให้ความแข็งแรงของกระจกตาลดลง
- ผู้ที่มี keratoconus อยู่แล้วมีกระจกตาที่บางและมีทรงย้วยไม่สมมาตร ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด กระจกตาบวมและผิดรูปถาวร (Corneal Ectasia) หลังผ่าตัด
- ไม่มีวิธีรักษากระจกตาที่บางลงหลังเลสิคได้อย่างสมบูรณ์ ยกเว้นการปลูกถ่ายกระจกตา
ทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่าเลสิค
- ICL (Implantable Collamer Lens): การใส่เลนส์เสริมในลูกตา โดยไม่แตะต้องเนื้อกระจกตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาสูง หรือกระจกตาบาง
- การใส่คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ (Scleral หรือ Hybrid Lenses): เพื่อปรับการมองเห็นในผู้ที่เป็น keratoconus โดยเฉพาะ
สรุปสำหรับผู้ที่คิดจะทำเลสิค
ก่อนตัดสินใจเข้ารับการทำเลสิค ควรเข้ารับการตรวจประเมินอย่างละเอียด โดยเฉพาะ การตรวจแผนที่ความโค้งของกระจกตา (Corneal Topography) เพื่อตรวจหา keratoconus หรือภาวะเสี่ยงแต่เนิ่น ๆ หากตรวจพบว่ามีความผิดปกติใด ๆ จักษุแพทย์จะช่วยแนะนำวิธีแก้ไขที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดให้กับคุณ
สรุป
โรคกระจกตาโป่งพองเป็นโรคทางตาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก การพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติครอบครัวหรือมีอาการผิดปกติทางสายตา จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยได้เร็วและรักษาได้อย่างทันท่วงที