icon-date 9 พฤศจิกายน 2568

ตาบอดสี ภาวะที่ทำให้โลกไม่สดใสเท่าคนทั่วไป

ตาบอดสี ภาวะที่ทำให้โลกไม่สดใสเท่าคนทั่วไป

ภาวะตาบอดสี เป็นภาวะที่ทำให้คนมองเห็นสีผิดไปจากปกติ ถือเป็นความบกพร่องในการจำแนกสีของตา เกิดจากความผิดปกติของเซลล์รับแสงรูปกรวย (cone cell) ที่อยู่ในเรตินา (retina) ซึ่งเซลล์รับแสงรูปกรวยนี้เป็นเซลล์รับแสงที่มีความไวต่อแสงน้อยกว่าเซลล์รับแสงรูปแท่ง (rod cell และเชลล์รับแสงรูปกรวยนี้จะทำงานได้ดีในเวลากลางวันที่มีแสงมาก โดยเซลล์รับแสงรูปกรวยนี้มีหน้าที่บอกรายละเอียด และสีของภาพที่เห็น เมื่อทำงานผิดปกติจึงส่งผลให้เกิดภาวะตาบอดสีได้ โดยเฉพาะสีที่มีเฉดใกล้กันมาก เช่น แดง-เขียว หรือ น้ำเงิน-เหลืองภาวะนี้ไม่ได้หมายความว่าคนไข้มองเห็นเป็นขาวดำ แต่เป็นการแยกสีบางคู่ได้ยากหรือผิดเพี้ยน

สาเหตุของตาบอดสี

  1. พันธุกรรม (กรรมพันธุ์)
    • เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยถ่ายทอดทางโครโมโซม X
    • พบมากในเพศชาย (ประมาณ 8%) มากกว่าเพศหญิง (น้อยกว่า 1%)
  2. ตาบอดสีที่เกิดขึ้นภายหลัง (Acquired Color Blindness)
    อาจเกิดจาก:
    • โรคทางตา เช่น จอประสาทตาเสื่อม, ต้อหิน
    • การบาดเจ็บของดวงตา
    • การใช้ยาบางชนิด หรือสารพิษ
    • โรคทางระบบประสาท เช่น Multiple sclerosis

การทำงานของการมองเห็นสี

ในจอประสาทตา (retina) มีเซลล์รับแสงที่เรียกว่า โคน (cone cells) ทำหน้าที่รับแสงสีต่าง ๆ:
  • โคนสีแดง (L-cones)
  • โคนสีเขียว (M-cones)
  • โคนสีน้ำเงิน (S-cones)
หากเซลล์ใดเซลล์หนึ่งมีความผิดปกติ จะทำให้การรับรู้สีที่เกี่ยวข้องนั้นผิดเพี้ยน

ประเภทของตาบอดสี

  1. ตาบอดสีแดง-เขียว (Red-Green Color Blindness)
    • พบมากที่สุด
    • มองสีแดงเป็นน้ำตาลอมเขียว หรือแยกไม่ออกจากสีเขียว
  2. ตาบอดสีน้ำเงิน-เหลือง (Blue-Yellow Color Blindness)
    • แยกความต่างระหว่างสีน้ำเงินกับเขียว หรือเหลืองกับชมพูไม่ได้
  3. ตาบอดสีทั้งหมด (Total Color Blindness / Monochromacy)
    • มองเห็นเป็นขาวดำ หรือเฉดเทาเท่านั้น

การวินิจฉัย

สามารถตรวจได้ด้วยแบบทดสอบเช่น:
  • Ishihara Test (ภาพวงกลมที่มีจุดสีหลายเฉด เรียงเป็นตัวเลข)
  • Farnsworth Munsell 100 Hue test หรือ Farnsworth Munsell D-15 color vision test (การทดสอบการเรียงเม็ดสีที่เฉดใกล้เคียงกัน จะช่วยการวินิจฉัยแยกประเภทตาบอดสี ชนิดแดง-เขียว-น้ำเงิน ได้ และบอกระดับความรุนแรงของภาวะตาบอดสีได้)
  • Anomaloscope (เครื่องมือเฉพาะสำหรับวัดการรับรู้สี)
  • การทดสอบด้วยคอมพิวเตอร์ หรือแอปพลิเคชันเฉพาะทาง

ตาบอดสีมีวิธีรักษาหรือไม่?

  • สำหรับภาวะตาบอดสีที่เกิดจากพันธุกรรม ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด เนื่องจากเกิดจากการที่เซลล์รูปกรวย (Cone Cell) น้อย หรือขาดหายไป
  • จักษุแพทย์อาจมีการแนะนำให้ผู้ป่วยตาบอดสี สวมแว่นตา หรือคอนแทคเลนส์ที่มีเลนส์กรองแสงบางสีออกไป ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมองเห็นสีได้ชัดขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยมองเห็นสีได้เหมือนคนปกติ
  • ตาบอดสีที่เกิดภายหลังควรได้รับการรักษาตามสาเหตุ เช่น ควบคุมโรคประจำตัว หรือหยุดใช้ยาที่เกี่ยวข้อง
  • ผู้ที่เป็นตาบอดสี สามารถทำเลสิคได้ (LASIK) แต่การทำเลสิค เป็นการรักษาภาวะสายตาผิดปกติ สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียงเท่านั้น ไม่สามารถช่วยรักษาโรคตาบอดสีได้

ผลกระทบในชีวิตประจำวัน

  • อาจมีปัญหาในการเลือกสีเสื้อผ้า, อ่านแผนที่, ขับรถ (ต้องระวังสัญญาณไฟจราจร)
  • บางอาชีพจำเป็นต้องแยกสีได้ชัดเจน เช่น นักบิน ช่างไฟฟ้า แพทย์บางสาขา

คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีภาวะตาบอดสี

  1. รู้จักประเภทของตาบอดสีของตนเอง การดูแลตัวเองเมื่อมีภาวะ ตาบอดสี (Color Blindness) หากเข้าใจข้อจำกัดของการมองเห็นตัวเอง จะช่วยปรับพฤติกรรมได้เหมาะสม
  2. ใช้เทคนิคช่วยจำแทนการพึ่งสี จดจำตำแหน่งของไฟจราจร (เช่น ไฟเขียวอยู่ล่าง ไฟแดงอยู่บน)
  3. แจ้งคนรอบข้างให้เข้าใจ ในที่ทำงานหรือสถานศึกษา อาจขออุปกรณ์หรือการปรับรูปแบบการสื่อสารให้เหมาะสม
  4. ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ขณะขับรถ ควรเพิ่มความระวังเป็นพิเศษโดยอาศัยตำแหน่งของสัญญาณไฟมากกว่าสี
  5. ปรึกษาจักษุแพทย์และตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

สรุป

ภาวะตาบอดสีอาจไม่ส่งผลต่อการมองเห็นในชีวิตประจำวันในทุกกรณี แต่หากไม่รู้ตัว อาจส่งผลต่อการเลือกเส้นทางอาชีพหรือการดำเนินชีวิตบางอย่างได้ การตรวจคัดกรองตั้งแต่เด็กหรือก่อนเลือกเส้นทางอาชีพสามารถช่วยให้ผู้ป่วยเตรียมตัวและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม

233

บทความ